ระบบการศึกษา Japan
User Rating: / 0
PoorBest 
SHARE STORY:
Digg
 

การศึกษาของญี่ปุ่นแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับคือ

• การศึกษาระดับต้น
ได้แก่ การศึกษาขั้นอนุบาล ซึ่งเริ่มเข้าศึกษาตั้งแต่อายุ 3 ปีไปจนถึงอายุ 5 ปี
และขั้นประถมศึกษา 1-6 ตั้งแต่อายุ 6 ปีไปจนถึง 12 ปีโดยประมาณ
• การศึกษาระดับกลาง
ได้แก่ การศึกษาระดับมัธยมศึกษา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี
และมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี
•    การศึกษาระดับสูง
ได้แก่ การศึกษาในมหาวิทยาลัย วิทยาลัย วิทยาลัยเทคนิค และวิทยาลัยอาชีวศึกษา

ในประเทศญี่ปุ่น การศึกษานับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เด็กญี่ปุ่นทุกคนต้องเข้าเรียนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และถูกกำหนดให้ต้องผ่านการศึกษาภาคบังคับเป็นเวลา 9 ปี คือจบมัธยมศึกษาตอนต้น อย่างไรก็ตาม เด็กญี่ปุ่นมากกว่า 97% ศึกษาต่อจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยที่สามในสี่เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายสายสามัญ ในขณะที่หนึ่งในสี่ที่เหลือเข้าเรียนในสายอาชีพ เช่นวิทยาลัยเทคนิค และวิทยาลัยอาชีวศึกษา

25.3% ของผู้เรียนจบชั้นมัธยมปลายจะไปศึกษาต่อในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย ในขณะที่อีกหลายคนเลือกที่จะไปศึกษาในวิทยาลัยระดับอนุปริญญา วิทยาลัยเทคนิค หรือวิทยาลัยอาชีวศึกษา (หลักสูตรวิชาชีพชั้นสูง)


นักเรียนต่างชาติในญี่ปุ่น

นับตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายที่จะรับนักศึกษาต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ว่าในศตวรรษที่ 21 จะรับนักศึกษาต่างชาติจากทั่วโลกให้ได้ถึง 100,000 คน และด้วยนโยบายนี้เอง ทำให้ทางรัฐบาลญี่ปุ่นต้องเร่งมือในการพัฒนาระบบการศึกษาและวางแผนการเพื่อ แก้ปัญหา ลดอุปสรรค และให้ความช่วยเหลือนักศึกษาต่างชาติด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยมุ่งหวังให้นักศึกษาต่างชาติได้มีโอกาสเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ ในการศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นให้มากที่สุด และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาประเทศบ้านเกิดเมืองนอน หลังจากสำเร็จการศึกษา เช่น

• การกระจายข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลในประเทศต่าง ๆ , การจัดนิทรรศการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึงการบริการข้อมูลทางอินเตอร์เน็ท
• การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน ได้แก่การให้ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาทุนส่วนตัวที่มีผลการเรียนดี (ที่เรียนอยู่ในประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้ว ) , การลดค่าเล่าเรียนสำหรับนักศึกษาต่างชาติ
• การให้ความช่วยเหลือในเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ , ที่พักอาศัย ได้แก่ การสร้างที่พักเพื่อรองรับนักศึกษาต่างชาติเพิ่มมากขึ้น , ติดต่ออาคารพนักงานบริษัทให้นักศึกษาเช่าในราคาถูก , องค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ ก็มีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมความสัมพันธ์และให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น
• การเพิ่มหลักสูตรนานาชาติ ด้วยการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ในปัจจุบัน ระดับปริญญาโทและเอกที่สอนเป็นภาษาอังกฤษมี 43 หลักสูตรด้วยกัน
• สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น มีการเปิดหลักสูตรที่หลากหลายและเปิดกว้างมากขึ้น เพื่อสนองต่อความต้องการที่แตกต่างกันของนักศึกษา
• การปรับระบบการสอบเข้าแบบใหม่เพื่อเอื้ออำนวยสำหรับนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น ซึ่งเริ่มใช้ระบบใหม่นี้ในปี พ.ศ. 2545
• การสนับสนุนโครงการศึกษาต่อเนื่อง สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาจากญี่ปุ่นแล้ว เช่นโครงการวิจัยระยะสั้นสำหรับนักเรียนเก่าญี่ปุ่น , การแนะแนวและสนับสนุนให้นักศึกษาดำเนินการศึกษาต่อเนื่องในระดับสูงขึ้น

ในปัจจุบันนักศึกษาต่างชาติในญี่ปุ่นมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าใน 2-3 ปีที่ผ่านมาจะมีอัตราลดลงเนื่องจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ จากการสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการฯ ของญี่ปุ่น ในปี 2542 มีนักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาระดับสูงทั้งหมด 55,755 คน โดย 90 % มาจากประเทศในเอเชีย ได้แก่จีน , เกาหลี , ไต้หวัน , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย และไทย มาเป็นอันดับที่ 6 ตามมาด้วยอเมริกา บังคลาเทศ เวียดนาม และฟิลิปปินส์

 

สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น

การเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาทุกระดับในประเทศญี่ปุ่น ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นสื่อในการสอน แม้ว่าจะมีสถาบันการศึกษาบางแห่งหรือบางหลักสูตรสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษ แต่ก็เป็นส่วนน้อย ดังนั้นนักศึกษาที่ประสงค์จะศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูงของญี่ปุ่น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นอย่างเพียงพอ ทั้งด้านการฟัง พูด อ่านและเขียน ด้วยเหตุนี้ นักศึกษาต่างชาติส่วนมากจะศึกษาภาษาญี่ปุ่นก่อนอย่างน้อย 6 เดือนถึง 2 ปี ก่อนสอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูง

  • สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นของเอกชน

จำนวนสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นของเอกชนทั่วประเทศญี่ปุ่นนั้นมีอยู่มากมาย มีหลายแห่งที่เปิดสอนได้ไม่นานก็ปิดตัวลง บางแห่งมีการสอนที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาแก่นักศึกษาต่างชาติที่สมัครเข้าเรียนในสถาบันนั้น ทางรัฐบาลญี่ปุ่นเอง จึงได้พยายามที่จะควบคุมคุณภาพของสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นให้มีมาตรฐานที่ดี ซึ่งในปัจจุบัน (ข้อมูลเดือนมกราคม 2543) มีสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น 271 แห่งที่ได้รับการรับรองจากสมาคมส่งเสริมการศึกษาภาษาญี่ปุ่น ( Association for the promotion of Japanese Language Education ) ซึ่งสถาบันเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบและประเมินผลทุก ๆ 3 ปี เพื่อควบคุมมาตรฐานและบริการที่มีคุณภาพแก่ผู้เรียน

  • หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นของมหาวิทยาลัยเอกชน
หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยเอกชนจัดตั้งขึ้นนั้น ในปัจจุบันมีอยู่ 41 แห่ง ( มกราคม 2543 ) ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ที่ต้องการศึกษาภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น หรือวิชาพื้นฐานสำหรับเตรียมสอบคัดเลือก เข้าศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งมีระยะเวลาเรียนตามหลักสูตรไม่ถึง 1 ปี
ถ้าหลักสูตรของมหาวิทยาลัยใดมีระบบรับรองนักศึกษาให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น นักศึกษาก็สามารถใช้บริการได้ หรือจะเลือกสอบเข้าเรียนในสถาบันอื่นก็ได้ นักศึกษาในหลักสูตรนี้มีความได้เปรียบในเรื่องที่พักอาศัย งานพิเศษตลอดจนสวัสดิการต่าง ๆ เช่นความช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล แต่สถาบันในระดับนี้มีจำนวนน้อย

การเลือกสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น

การเลือกสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นของเอกชน ที่อยู่นอกเหนือจากที่มหาวิทยาลัยจัดไว้นั้น ควรพิจารณาจากหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1. การรับรอง
สถาบันนั้นได้รับการรับรองจากสมาคมส่งเสริมการศึกษาภาษาญี่ปุ่นหรือไม่ เพราะการเข้าศึกษาในสถาบันที่ไม่ได้รับการรับรองรายชื่อ นักศึกษาจะไม่ได้รับการตรวจลงตราวีซ่านักศึกษาก่อนวิทยาลัย และนักศึกษาวิทยาลัย
2. เนื้อหาของหลักสูตร
เป็นหลักสูตรที่มีเนื้อหาอย่างไร เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของตนหรือไม่ เช่นหลักสูตรทั่วไป, หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นเพื่อศึกษาต่อระดับสูง , หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ เป็นต้น
3. การแบ่งระดับชั้นเรียน
มีการจัดสอบเพื่อแบ่งชั้นเรียนตามความรู้ทางภาษาญี่ปุ่น เพื่อที่นักศึกษาแต่ละคนจะได้เรียนบทเรียนที่เหมาะสม กับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของตนเองหรือไม่
4. วิชาพื้นฐาน
สถาบันมีการเปิดสอนวิชาพื้นฐานสำหรับการสอบคัดเลือก เพื่อเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี ( ได้แก่วิชา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี สังคมศาสตร์ เป็นต้น ) ไปพร้อมกับภาษาญี่ปุ่นด้วยหรือไม่
5. สภาพแวดล้อมของการศึกษา
ควรมีสภาพแวดล้อมที่ดี เช่น สถานที่ตั้งของสถาบัน , อาคาร , อุปกรณ์การเรียนการสอน โดยมีครูผู้สอนและจำนวนนักเรียนอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม
6. หอพักของสถาบัน
มีสถานที่พักเป็นของสถาบันเองหรือไม่ ราคาค่าเช่าเท่าไร ค่าสมัครเข้าหอพักเท่าไร สามารถอยู่ได้นานเท่าไร และมีการคัดเลือกหรือต้องสมัครล่วงหน้านานเพียงใด หากในกรณีที่ไม่มีที่พักของสถาบันโดยเฉพาะ ทางสถาบันควรจะมีนโยบายช่วยเหลือในการติดต่อหาอพาร์ทเมนท์หรือหอพักอื่น ๆ ให้ด้วย
7. การแนะแนวด้านการศึกษาต่อและความเป็นอยู่
มีการให้คำแนะนำหรือให้คำปรึกษา เพื่อเป็นแนวทางศึกษาต่อในระดับสูงต่อไปหรือไม่ ให้คำปรึกษาในด้านปัญหาความเป็นอยู่หรือไม่
8. ผลงานของสถาบัน
นักศึกษาของสถาบันนั้น มีจำนวนผู้ที่สามารถสอบผ่านวัดระดับภาษาญี่ปุ่นในแต่ละระดับมากน้อยเพียงใด และจำนวนผู้เข้าสอบวิชาสามัญทั่วไปสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ที่ได้คะแนนมากกว่า 200 คะแนนขึ้นไป (จาก คะแนนเต็ม 400 ) , ทิศทางของผู้ที่จบการศึกษาไปแล้ว ส่วนใหญ่ทำอะไรต่อไป ศึกษาต่อในระดับใด , กลับประเทศ ฯลฯ
9. ค่าเล่าเรียน
อัตราค่าเล่าเรียนจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละสถาบัน ควรจะเช็คด้วยว่าค่าเล่าเรียนที่ทางสถาบันระบุนั้น นอกจากค่าเล่าเรียนแล้วรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อะไรบ้าง เช่น ค่าลงทะเบียนแรกเข้า ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน กิจกรรมพิเศษ ฯลฯ

ค่าใช้จ่าย

หลักสูตร 6 เดือน    357,000 - 422,000 เยน ( ประมาณ 135,741 - 160,456 บาท )
หลักสูตร 1 ปี    410,000 - 1,007,000 เยน ( ประมาณ 155,893 - 383,041 บาท )
หลักสูตร 1 ปีครึ่ง     590,000 - 1,441,000 เยน ( ประมาณ 224,334 - 547,908 บาท )
หลักสูตร 2 ปี     770,000 - 1,720,000 เยน ( ประมาณ 292,775 - 653,992 บาท )  

ระยะเวลาในการสมัคร

โดยทั่วไปหลักสูตร 1 หรือ 2 ปี จะเปิดเรียนเดือนเมษายน หลักสูตรปีครึ่งจะเปิดเรียนเดือนตุลาคม กำหนดการรับสมัครจะแตกต่างกันไปตามแต่ละโรงเรียน แต่ควรสมัครก่อนที่โรงเรียนจะเปิดภาค 4-6 เดือน โดยผู้ที่ต้องการไปเรียนเดือนเมษายน ควรสมัครช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม และผู้ที่ต้องการไปเรียนเดือนตุลาคม ควรสมัครตั้งแต่เดือนเมษายน - มิถุนายน และเมื่อรวมเวลาที่ใช้ในการส่งจดหมายไปขอสมัคร การเตรียมเอกสารของตนเอง และผู้ค้ำประกันที่ต้องส่งแล้ว ควรเริ่มเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนไปศึกษาต่ออย่างน้อย 6 - 8 เดือน

 

ขั้นตอนในการสมัคร

• หลังจากพิจารณารายละเอียดของสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นที่ตรงกับความต้องการแล้ว ให้คัดเลือกสถาบันที่สนใจไว้ 5-6 แห่ง เพื่อติดต่อขอใบสมัคร และรายละเอียดประกอบการสมัครจากทางสถาบัน
• เมื่อทางสถาบันส่งรายละเอียดมาแล้ว ให้พิจารณาอย่างถ้วนถี่อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจส่งใบสมัครพร้อมหลักฐานต่าง ๆ ไปยังสถาบันที่คิดว่าพอใจที่สุด ซึ่งปกติแล้วในการสมัครนี้ จะต้องส่งเงินค่าสมัครไปด้วย และไม่ว่าทางสถาบันจะตอบรับหรือไม่ก็ตาม เงินค่าสมัครนี้จะไม่ได้รับคืน
• ทางสถาบันจะพิจารณาจากใบสมัครพร้อมหลักฐานต่าง ๆ ของผู้สมัคร หากทางสถาบันพิจารณารับเข้าศึกษา ก็จะออกหนังสือตอบรับกลับมา และเป็นตัวแทนในการทำเรื่องขอสถานภาพการอยู่อาศัยกับทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในเขตที่ตั้งของสถาบัน
• เมื่อทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอนุมัติแล้ว ก็จะออกใบรับรองสถานภาพการอยู่อาศัยให้กับนักศึกษา
สถานภาพการอยู่อาศัย สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาในสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นของเอกชนคือ " นักศึกษาก่อนวิทยาลัย ( shugaku-sei ) " ซึ่งมีระยะเวลาการอยู่อาศัย 6 เดือนหรือ 1 ปี
สถานภาพของนักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นในมหาวิทยาลัยเอกชน คือ " นักศึกษาวิทยาลัย ( ryugaku-sei ) " ซึ่งมีระยะเวลาการอยู่อาศัย 1 ปี
• นักศึกษาก็นำใบรับรองสถานภาพการอยู่อาศัย และหนังสือตอบรับจากทางสถาบัน ไปขอวีซ่าจากสถานฑูตญี่ปุ่นในประเทศไทย
• สำหรับขั้นตอนและช่วงเวลาในการชำระเงินค่าเล่าเรียนนั้น จะแตกต่างกันไปตามแต่ละสถาบัน


- -สถาบันการศึกษาระดับสูง- -

การศึกษาระดับสูงในญี่ปุ่นนั้นเริ่มต้นหลังจากผ่านการศึกษาในระดับโรงเรียนมาแล้ว 12 ปี คือจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ดังนั้นนักศึกษาไทยที่ประสงค์จะศึกษาต่อระดับสูงในประเทศญี่ปุ่น จะต้องสำเร็จการศึกษาอย่างน้อย 12 ปีในประเทศเสียก่อน ( จบม.6 ) ซึ่งสถาบันที่นักศึกษาสามารถเข้าศึกษาต่อได้นั้น แบ่งประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • มหาวิทยาลัย

นักศึกษาภาคปกติ โดยทั่วไปจะใช้เวลาในการศึกษา 4 ปี ยกเว้นคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์ จะใช้เวลาศึกษาทั้งสิ้นรวม 6 ปี

นักศึกษาเวลาพิเศษประเภทไม่รับหน่วยกิต ( Auditors ) สามารถเลือกเรียนวิชาต่างๆ ได้ แต่คุณสมบัติของนักศึกษาและวิชาที่เปิดให้เข้าเรียน จะแตกต่างไปตามแต่ละมหาวิทยาลัย นักศึกษาประเภทนี้จะไม่ได้รับหน่วยกิต

นักศึกษาเวลาพิเศษประเภทได้รับหน่วยกิต รายละเอียดเช่นเดียวกับนักศึกษาเวลาพิเศษประเภทแรก แต่นักศึกษาประเภทนี้จะได้รับหน่วยกิต
    

  • บัณฑิตวิทยาลัย

บัณฑิตวิทยาลัยจัดแบ่งการศึกษาออกเป็นระดับปริญญาโท และปริญญาเอก บางแห่งยังเปิดรับนักศึกษาวิจัย และนักศึกษาเวลาพิเศษประเภทไม่ได้รับหน่วยกิต และประเภทได้รับหน่วยกิต

ระดับปริญญาโท ใช้เวลาเรียนไม่เกิน 2 ปี

ระดับปริญญาเอก มีจุดมุ่งหมายเพื่อผลิตนักวิชาการ นักวิจัย ที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ มีความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษชั้นสูง ดังนั้นหลักสูตรในระดับนี้จึงเน้นการทำเรื่องวิจัยมาก ใช้เวลาเรียนไม่เกิน 5 ปี ส่วนใหญ่แบ่งเป็นระยะเวลา 2 ปีแรกในการเรียนปริญญาโท และระยะหลังอีก 3 ปี ยกเว้นสาขาแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และสัตวแพทยศาสตร์ ซึ่งใช้ระยะเวลา 4 ปี เพื่อสำเร็จปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัยบางแห่ง มีหลักสูตรครบ 5 ปี แต่บางแห่งมีเพียงระยะ 3 ปีหลัง

นักศึกษาวิจัย เป็นนักศึกษาที่ได้รับอนุญาตให้ทำวิจัยหัวข้อพิเศษเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ( 1 ภาคหรือ 1 ปีการศึกษา ) ภายใต้การดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษา โดยไม่ต้องการปริญญาบัตร และไม่ได้รับหน่วยกิต
  • วิทยาลัย

หลักสูตรการศึกษาระดับวิทยาลัยโดยทั่วไปจะมีระยะเวลา 2 ปี เช่นเดียวกันกับ Junior Colleges ในสหรัฐอเมริกา แต่มีบางสาขาวิชากำหนดหลักสูตรไว้ 3 ปีเช่นสาขาพยาบาลศาสตร์ ประมาณ 60% ของวิทยาลัยในญี่ปุ่นทั้งหมดเป็นวิทยาลัยเฉพาะผู้หญิง ซึ่งประกอบไปด้วยสาขาทางด้านคหกรรมศาสตร์ อักษรศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ สุขศึกษาศาสตร์ บริหารธุรกิจ และเลขานุการ ในปัจจุบันนี้ วิชาวิทยาศาสตร์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น



 

  • วิทยาลัยอาชีวศึกษาหลักสูตรวิชาชีพชั้นสูง

สถาบันการศึกษาประเภทนี้ เป็นการศึกษาวิชาชีพแขนงต่าง ๆ ซึ่งมีมากมายหลายแขนง เพื่อเสริมสร้างความรู้และความชำนาญ สำหรับการดำเนินอาชีพในอนาคตต่อไป จบแล้วสามารถนำวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพได้ทันที ในบรรดาวิทยาลัยอาชีวศึกษา (หลักสูตรวิชาชีพชั้นสูง) เหล่านี้ โรงเรียนที่มีหลักสูตรพิเศษ มีสถานภาพเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูง นักศึกษาจะเข้าเรียนเป็นระยะเวลา 1 - 3 ปี ตามปกติแล้วจะเป็น 2 ปี 

 

  • วิทยาลัยเทคนิค

เป็นสถาบันการศึกษาที่เปิดหลักสูตรต่อเนื่อง 5 ปี สำหรับผู้ที่จบมัธยมศึกษาตอนต้น สำหรับผู้ที่จบมัธยมปลาย ใช้เวลาเรียน 2 ปี เป็นสถาบันที่มุ่งหวังจะสร้างความรู้ความสามารถ ที่จำเป็นแก่อาชีพทางสายช่างเทคนิค เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และอุตสาหกรรม สถาบันส่วนใหญ่เป็นวิทยาลัยเทคนิคทางวิศวกรรมศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นเป็นสาขาพิเศษต่าง ๆ เช่นการเดินเรือพาณิชย์ ซึ่งจะใช้เวลาเรียน 5 ปี 6 เดือน

ปีการศึกษา

ปีการศึกษาของสถาบันการศึกษาระดับสูงในญี่ปุ่นจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนของทุกปี และจบลงในเดือนมีนาคม ของปีถัดไป ส่วนมากจะแบ่งเป็น 2 ภาคการศึกษาคือ

  • ภาคต้น    เดือนเมษายน - เดือนกันยายน
  • ภาคปลาย    เดือนตุลาคม - เดือนมีนาคม

การปิดภาคการศึกษานั้น จะแตกต่างกันไปตามมหาวิทยาลัยหรือคณะ แต่โดยทั่วไปแล้ว จะมีช่วงปิดภาค 3 ครั้ง ใน 1 ปีคือ

  • ปิดฤดูร้อน    ต้นเดือนกรกฎาคม - ปลายเดือนสิงหาคม
  • ปิดฤุดูหนาว    ปลายเดือนธันวาคม - ต้นเดือนมกราคม
  • ปิดฤดูใบไม้ผลิ    ปลายเดือนกุมภาพันธ์ - ต้นเดือนเมษายน


หมายเหตุ : มีมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่แห่งที่มีการรับนักศึกษาเข้าเรียนในเดือนตุลาคมของการศึกษาภาคปลาย

 

ช่วงเวลาการรับสมัคร
โดยทั่วไป สถาบันการศึกษาระดับสูงในญี่ปุ่น จะประกาศรับสมัครนักศึกษาในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของทุกปี วันหมดเขตการรับสมัครจะแตกต่างกันไปตามสถาบันหรือคณะ บางแห่งจะเร็วคืออยู่ในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน แต่บางแห่งจะช้าไปจนถึงเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ ในกรณีที่สมัครไปจากประเทศไทยก็มีความจำเป็นที่จะต้องเผื่อเวลา สำหรับการส่งเอกสารทางไปรษณีย์ด้วย เพื่อที่จะส่งให้ถึงก่อนวันหมดเขตในระยะเวลาพอสมควร

 

Contact Info

 สถานที่ติดต่อ:


ไดนามิค เอ็ดดูเคชั่น เน็ตเวิร์ค
39 ชั้น 2 ห้อง C2 ซ.พหลโยธิน 11

แขวงสามเสนใน เขตพญาไท

กรุงเทพฯ 10400 แผนที่ คลิกที่นี

 

 โทรศัพท์: 

Tel: 0-2278-2340-2

081-814-8534 


Line ID: denexchange

Fax: 0-2278-2343

E-mail: info@dynamiceducation.net

facebook